หน่วยที่ 2 การปฐมพยาบาลและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างปลอดภัย

 youtube             google           พสว            สพม11

หน่วยที่ 2

การปฐมพยาบาลและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างปลอดภัย

        การช่วยผู้บาดเจ็บอุบัติเหตุจราจร

           การปฐมพยาบาลจะช่วยลดภาวะเสี่ยงอันตรายของผู้ประสบอุบัติเหตุ ทั้งนี้การช่วยเหลือจะต้องทำอย่างถูกขั้นตอนตามหลักการแพทย์ มิเช่นนั้นผู้บาดเจ็บจะได้รับอันตรายจากการปฐมพยาบาลแทนที่จะปลอดภัย ก่อนที่จะเริ่มการปฐมพยาบาลควรตรวจรอบบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุ ทำการเก็บศพถ้ามีผู้เสียชีวิต ช่วยเหลือผู้ที่ได้ประสบอุบัติเหตุ จนนำส่งโรงพยาบาล และดำเนินการช่วยเหลือถึงที่สุดความสามารถ

    หลักการปฐมพยาบาล

       การปฐมพยาบาล หมายถึง การให้ความช่วยเหลือต่อผู้บาดเจ็บหรือผู้เจ็บป่วย ณ สถานที่เกิดเหตุ โดยใช้อุปกรณ์เท่าที่หาได้ขณะนั้น หลังจากนั้นส่งผู้บาดเจ็บให้อยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์

     วัตถุประสงค์ของการปฐมพยาบาล

1. เพื่อช่วยชีวิต

2. ลดความรุนแรง ภาวะไม่พึงประสงค์

3. เพื่อป้องกันความพิการ

4. บรรเทาความเจ็บปวดทรมาน

5. ช่วยให้กลับคืนสู่สภาพเดิม

      เริ่มต้นปฐมพยาบาล  หลักการทั่วไปสำหรับการช่วยเหลือปฐมพยาบาล คือจำเป็นจะต้องกระทำโดยเร็วที่สุด และมีสิ่งพึงระวังถึงบุคคล 2 กลุ่ม ดังนี้

           1  กลุ่มผู้ช่วยเหลือ บุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์อุบัติเหตุขณะนั้นส่วนมากแล้วจะเป็นผู้ช่วยเหลือ จึงควรมีหลักการช่วยเหลือ คือมองดู สำรวจระบบสำคัญของร่างกายอย่างรวดเร็ว และวางแผนช่วยเหลืออย่างมีสติ ไม่ตื่นเต้นตกใจ    ห้ามเคลื่อนย้าย   เมื่ออวัยวะต่างๆ บาดเจ็บ ร่างกายได้รับความกระกระเทือน อาจมีการฉีกขาด หัก มีเลือดออกทั้งภายในและภายนอก ซึ่งผู้ช่วยเหลืออาจมองเห็นหรือมองไม่เห็นก็ได้ การเคลื่อนย้ายทันทีอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บมากขึ้น โดยเฉพาะถ้ากระดูกสันหลังหัก กระดูกที่หักจะตัดไขสันหลัง จะทำให้ผู้บาดเจ็บพิการตลอดชีวิตได้ ดังนั้นไม่ควรเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บจนกว่าจะแน่ใจว่า เคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย การเคลื่อนย้ายควรทำอย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันอันตราย และความพิการที่อาจเกิดขึ้น

       ข้อยกเว้น

         กรณีที่การบาดเจ็บเกิดขึ้นในสถานที่ที่ไม่สะดวกต่อการปฐมพยาบาล หรืออาจเกิดอันตรายมากขึ้นทั้งผู้บาดเจ็บและผู้ช่วยเหลือ จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บไปที่ปลอดภัยก่อน จึงทำการปฐมพยาบาลได้ เช่น อยู่ในห้องทึบ อากาศถ่ายเทไม่สะดวก อยู่ในน้ำ หรืออยู่ในกองไฟ เป็นต้น แต่ต้องเคลื่อนย้ายอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบริเวณศีรษะ คอ และหลัง ต้องระวัง   การให้ความช่วยเหลือด้วยความนุ่มนวลและระมัดระวัง ควรให้ความช่วยเหลือตามลำดับความสำคัญของการมีชีวิต หรือตามความรุนแรงที่ผู้บาดเจ็บได้รับ

         2. กลุ่มผู้บาดเจ็บ ผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์ต่างๆ อันตรายที่ร่างกายได้รับ เรียงตามลำดับความสำคัญ ดังนี้

1.หยุดหายใจ

2.ทางเดินหายใจอุดตัน หัวใจหยุดเต้น

3.เสียโลหิตจำนวนมากอย่างรวดเร็ว

4.หมดสติ

5.เจ็บปวด

6.อัมพาต

7.กระดูกหัก

          images (2)

ข้อควรจำ

            การปฐมพยาบาลที่ดี ผู้ช่วยเหลือควรให้การปฐมพยาบาลอย่างถูกต้อง รวดเร็ว นุ่มนวล และต้องคำนึงถึงสภาพจิตใจของผู้บาดเจ็บ ควรได้รับการปลอบประโลม และให้กำลังใจเพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย ประเมินสภาพผู้บาดเจ็บ     เมื่ออุบัติเหตุจราจรเกิดขึ้น เหตุการณ์ดังกล่าวจะประกอบได้ด้วยสถานการณ์ที่อันตรายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้ที่ให้การช่วยเหลือต้องตระหนักถึงความสำคัญของสถานการณ์นั้น จะทำให้การช่วยเหลือมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ถ้าหากผู้ช่วยเหลือไม่ตระหนักถึงอันตรายของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว อาจได้รับอันตรายทั้งผู้ช่วยเหลือและผู้บาดเจ็บ การไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการประเมินสภาพผู้บาดเจ็บก่อนให้การปฐมพยาบาล อาจก่อให้เกิดผลเสียและทำให้ผู้บาดเจ็บได้รับอันตรายมากยิ่งขึ้นได้

สำรวจผู้บาดเจ็บขั้นที่ 2

        ถ้าพบว่าผู้บาดเจ็บมีอาการรุนแรงสาหัส ไม่ต้องสำรวจขั้นที่ 2 แล้ว ให้เรียกรถพยาบาลและทำการปฐมพยาบาลอาการที่รุนแรงทันที

     สัมภาษณ์ผู้บาดเจ็บ

        ถามคำถามง่ายๆ ใช้เวลาไม่นาน บางครั้งผู้บาดเจ็บไม่สามารถอธิบาย หรือแยกแยะข้อมูลได้ เช่น ผู้บาดเจ็บที่เป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ที่หมดสติชั่วขณะหนึ่ง ให้ใช้การพิจารณาตัดสินใจเอง และสังเกตการเปลี่ยนแปลงไปด้วย

-ชื่อ นามสกุล

-เกิดอะไรขึ้น

-เจ็บปวดบริเวณใด

-ต้องการให้ช่วยอะไร

     ตรวจการหายใจ

สังเกตว่ามีการหายใจที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น หอบ หายใจมีเสียงผิดปกติ หายใจเร็วหรือช้ากว่าปกติ แล้วรู้สึกเจ็บ

-หอบหรือไม่

-หายใจเร็วหรือช้า

-หายใจเจ็บหรือไม่

ตรวจร่างกายตลอดศีรษะจรดเท้า

         เพื่อให้ได้ข้อมูลบาดเจ็บครบถ้วน ควรตรวจร่างกายตั้งแต่ ศีรษะ ใบหน้า ลำคอ ไหล่ แขน 2 ข้าง ทรวงอก สะโพก ขาทั้ง 2 ข้าง และเท้าตามลำดับ ถ้าผู้บาดเจ็บเคลื่อนไหวได้ ไม่มีอาการบาดเจ็บ และไม่มีลักษณะการบาดเจ็บให้เห็น ควรพักประมาณ 2 -3 นาที แล้วเริ่มนั่งตรวจสิ่งผิดปกติเป็นระยะ ซึ่งถ้าไม่มีอาการเลวลงผู้บาดเจ็บค่อยๆ ลุกขึ้นยืน บอกให้ผู้บาดเจ็บหายใจเข้า – ออก ลึกๆ ช้าๆ   ถามถึงความรู้สึกเจ็บปวด บริเวณช่องอกและช่องท้อง

ขั้นตอนการช่วยเหลือ

1.สำรวจสถานการณ์

       ต้องประเมินว่าสถานการณ์นั้นปลอดภัยพอที่จะเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ ถ้าไม่ปลอดภัยควรขอความช่วยเหลือจากหน่วยกู้ภัยต่างๆ โดยเร็ว และไม่ควรเข้าไปใกล้สถานการณ์ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อผู้ช่วยเหลือได้

2.สำรวจผู้บาดเจ็บขั้นที่ 1

      เมื่อแน่ใจว่าสถานการณ์ปลอดภัยแล้วรีบทำการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทันที ถ้ามีผู้บาดเจ็บหลายคนต้องทำการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่มีอาการสาหัสก่อน ได้แก่ หมดความรู้สึกถ้าไม่รู้สึกตัวหรือหมดสติต้องระวังทางเดินหายใจอุดตัน ล้วงเอาสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ออก เพื่อเปิดทางเดินหายใจให้โล่งระบบหายใจสังเกตดูการเคลื่อนไหวขึ้นลงของทรวงอกฟังเสียงลมหายใจ และให้แก้มสัมผัสลมหายใจที่เป่าออกมา ปกติผู้ใหญ่หายใจประมาณ 12 -20 ครั้งต่อนาทีการเต้นของหัวใจ ใช้นิ้วมือแตะที่เส้นเลือดแดงบริเวณข้างลำคอ การเต้นของหัวใจของวัยผู้ใหญ่ประมาณ 60 – 90 ครั้งต่อนาทีเสียเลือด ปริมาณเลือดที่ออกจากบาดแผลและจากอาการแสดงของผู้บาดเจ็บ

3.ขอความช่วยเหลือ

        ผู้บาดเจ็บที่จำเป็นค่าสินไหมทดแทน ควรเรียกพยาบาลมาช่วยควรให้ข้อมูลที่จำเป็น เพื่อการช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ สถานที่เกิดเหตุ สถานที่ใกล้เคียง หรือจุดสังเกตเห็นได้ง่าย  สถานการณ์  จำนวนผู้บาดเจ็บ  อาการผู้บาดเจ็บที่ประเมินได้  การปฐมพยาบาลที่ได้ช่วยไปแล้ว และกำลังช่วยอยู่  ชื่อ นามสกุล ผู้แจ้ง (เบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับ ถ้ามี)

images (1)

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นผู้ป่วยหมดสติ

            “การหมดสติ” เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากเพราะการหมดสตินั้นจะสามารถนำไปสู่การเสียชีวิตได้โดยทั่วไป  การหมดสติแบ่งออกเป็น 2 ประเภท  คือ การหมดสติพร้อมกับมีอาการหายใจลำบาก (หรืออาจหยุดหายใจ)และการหมดสติแต่ยังมีการหายใจ   ซึ่งแบ่งออกเป็นประเภทที่มีอาการชักร่วมด้วย ได้แก่ลมบ้าหมู ซึ่งเกิดจากภาวะโลหิตเป็นพิษ  หรือเป็นการชักที่เกิดจากโรค เช่นโรคฮิสทีเรีย   เป็นต้น และประเภทที่ไม่มีอาการชักร่วมด้วย ได้แก่ การช็อค เป็นลมเมาเหล้า   เบาหวาน หรือเส้นโลหิตในสมองแตก เป็นต้น ทั้งนี้   ลักษณะการหมดสติมี 2 ลักษณะคือ มีอาการซึม มึนงงเขย่าตัวอาจตื่น  งัวเงียแล้วหลับ  พูดได้บ้างแต่ฟังไม่ได้ศัพท์และลักษณะอาการหมดความรู้สึกทุกอย่างเป็นการหมดความรู้สึกอย่างสมบูรณ์   แม้แต่เขย่าตัวก็ไม่ฟื้น
                                          ju66

          การปฐมพยาบาลผู้ป่วยหมดสตินั้นผู้ให้การปฐมพยาบาลจะต้องดูว่าผู้ป่วยหายใจหรือไม่ถ้าหยุดหายใจต้องทำการช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาหายใจให้ได้โดยเร็ว ถ้าผู้ป่วยมีเลือดออกควรจับให้ผู้ป่วยนอนหงาย เอียงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่ง  เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ลิ้นตกไปด้านหลังลำคอซึ่งจะเป็นการอุดกั้นทางเดินหายใจ และป้องกันไม่ให้อาเจียนไหลเข้าสู่หลอดลมในส่วนของการจัดท่านอนนั้น ถ้าผู้ป่วยหน้าแดง ควรให้นอนศีรษะสูงถ้าผู้ป่วยมีสีหน้าซีด ให้นอนราบเหยียดขาและแขน   เพราะอาจมีกระดูกหักได้หากต้องการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยต้องปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง  ไม่ให้ดื่มน้ำหรือรับประทานยาใดๆตรวจดูบาดแผลโดยเฉพาะบริเวณศีรษะหากมีอาการชักให้ม้วนผ้าดามช้อนใส่เข้าไประหว่างฟันเพื่อป้องกันไม่ให้กัดลิ้นตนเองรวมถึงให้หาสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยหมดสติและประวัติการเกิดอุบัติเหตุของผู้ป่วยเพื่อแจ้งให้แพทย์ทราบ

         การหมดสติ ไม่ใช่การนอนหลับแต่การหมดสติ  คือ  อาการที่ไม่สามารถปลุกให้รู้สึกตัวหรืออาการที่ไม่สามารถรับรู้หรือตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ข้อแตกต่างระหว่างการหมดสติ   และการนอนหลับ  ก็คือ การนอนหลับสามารถ “ปลุก” ได้หากมีตัวกระตุ้นที่ดีพอ               เช่น   การเขย่าตัวแรงๆ หรือตะโกนดังๆ   แต่การหมดสติไม่สามารถปลุกได้  ทั้งนี้ การหมดสติอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุเช่น  จากการเจ็บป่วยบาดเจ็บ   หรือการตื่นตกใจที่รุนแรงก็ได้

ระดับการหมด

 การหมดสติ แบ่งออกเป็น
- การหมดสติแบบระยะสั้น เช่น หน้ามืด    วิงเวียนศีรษะ เป็นลม
- การหมดสติแบบระยะยาวผู้ป่วยจะสามารถตอบสนองต่อการกระตุ้นได้บ้าง  หรือเป็นครั้งคราวเท่านั้น
- การหมดสติแบบระยะยาวมาก ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัวอย่างสิ้นเชิงร่างกายไม่มีการเคลื่อนไหว    และไม่สามารถรับรู้ถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวเป็นระยะเวลานานมาก

  สาเหตุของการหมดสติ

 - ได้รับสารคาร์บอนมอนออกไซด์เข้าสู่ร่างกาย
- ภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ (Hypothermia)  คือ  ภาวะที่อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงซึ่งเกิดจากการที่อยู่ในสภาพแวดล้อมหรือในน้ำที่มีความเย็นมากหรือเป็นเวลานาน                                                       – เป็นลม- ภาวะช็อค
- โรคลมบ้าหมู (Epilepsy)
- หน้ามืด หรือร่างกายอ่อนเพลีย
- หมดสติอันมีสาเหตุจากโรคเบาหวาน
- เลือดออกมาก
- ดื่มแอลกอฮอล์ (เมา)
- ใช้ยาเกินขนาด
- ได้รับสารพิษต่างๆ
- ศีรษะได้รับบาดเจ็บหรือกระทบกระเทือน
- ปริมาณน้ำตาลในเลือดต่ำ
- อัตราการเต้นของหัวใจช้าหรือเร็วผิดปกติ
- ภาวะหัวใจวาย
- ผลข้างเคียงจากการใช้ยา
- โรคลิ้นหัวใจรั่ว

          เมื่อพบผู้ที่หมดสติ  ให้หาดูว่าผู้ป่วยได้เก็บบันทึกรายละเอียดอาการป่วยของตนเองไว้ที่ใดในร่างกายบ้างหรือไม่   เช่น  ตรวจดูบริเวณกำไลข้อมือ สร้อยคอ ในกระเป๋าเงิน   บนบัตรต่างๆ    ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะระบุข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อใช้ในการปฐมพยาบาลผู้ป่วยหมดสติได้อย่างถูกต้อง

การปฐมพยาบาลผู้ป่วยหมดสติ
 1. เมื่อผู้ป่วยหยุดหายใจ และชีพจรหยุดเต้น
         ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันทีจากนั้นให้ดำเนินการปฐมพยาบาลเบื้องต้น   โดยทำการช่วยหายใจ โดยวิธี CPR (Cardiopulmonary Resuscitation) ด้วยการปั๊มหัวใจและผายปอด
(Mouth-to-Mouth) ให้แก่ผู้บาดเจ็บซึ่งจะช่วยให้เลือดได้รับออกซิเจนเพิ่มมากขึ้นและมีการไหลเวียนเข้าสู่สมองและอวัยวะสำคัญอื่น     ก่อนที่จะถึงมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้ ในกรณีที่ศีรษะลำคอหรือหลังของผู้บาดเจ็บได้รับการบาดเจ็บด้วย   ผู้ให้การปฐมพยาบาลจะต้องระมัดระวังไม่ให้ศีรษะลำคอหรือหลังของผู้บาดเจ็บมีการเคลื่อนไหว   ซึ่งทำได้โดยดึงขากรรไกรล่างหรือคางของผู้บาดเจ็บไปข้างหน้าเพื่อเปิดทางให้อากาศเดินทางเข้าได้สะดวก

00042698

    2. เมื่อผู้ป่วยหยุดหายใจ แต่ชีพจรยังคงเต้นอยู่

       ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันทีจากนั้นให้ดำเนินการปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยทำการผายปอดเพื่อช่วยให้ออกซิเจนไหลเข้าไปที่ปอดของผู้บาดเจ็บและให้ปฏิบัติเช่นนี้ไปจนกระทั่งผู้บาดเจ็บสามารถหายใจได้ด้วยตัวเองหรือจนกว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเดินทางมาถึง ทั้งนี้ ต้องควบคุมศีรษะลำคอหรือหลังของผู้บาดเจ็บให้ไม่มีการเคลื่อนไหวเช่นกัน
    3. เมื่อผู้ป่วยมีการบาดเจ็บที่ศีรษะ หรือลำคอ                                                                                                                                                                                                                                                ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที  จากนั้นให้ดำเนินการปฐมพยาบาลเบื้องต้น  โดยให้ดำเนินการตามวิธีการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บที่ศีรษะ   และลำคอ/หลัง

     ข้อควรจำ : ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าลำคอหรือหลังของผู้บาดเจ็บได้รับการบาดเจ็บด้วยหรือไม่      ห้ามทำให้ลำคอหรือหลังของผู้บาดเจ็บมีการเคลื่อนไหวอย่างเด็ดขาดจนกว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเดินทางมาถึง (นอกจากจำเป็นต้องมีการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บออกจากบริเวณที่มีความเสี่ยงอันตรายเท่านั้น)การเคลื่อนไหวของศีรษะ ลำคอหรือหลังอาจทำให้ผู้บาดเจ็บเป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้ในกรณีที่จำเป็นต้องเคลื่อนย้าย  ให้ใช้มือทั้งสองข้างจับไปที่ศีรษะทั้งสองข้างของผู้บาดเจ็บ  โดยให้ศีรษะลำคอหรือหลังของผู้บาดเจ็บมีการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด
   4. เมื่อผู้ป่วยมีเลือดออกเป็นจำนวนมาก

ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันทีจากนั้นให้ดำเนินการปฐมพยาบาลเบื้องต้น  โดยให้ดำเนินการตามวิธีการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บที่มีเลือดออกหรือการห้ามเลือด

    5. เมื่อผู้ป่วยมีอาการต่อไปนี้ก่อนการหมดสติ (อาการของปฏิกิริยาตอบสนองต่ออินซูลิน   หรือปริมาณน้ำตาลในเลือดต่ำ)

- ควบคุมร่างกายไม่ได้
- โกรธง่าย อารมณ์ฉุนเฉียวตลอดเวลา
- สับสน มึนงง
- ร่างกายซีดเผือด
- เหงื่อออกมาก
- ตัวสั่น ใจสั่น
- เป็นลมให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที จากนั้นให้ดำเนินการปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดย
- นำน้ำตาลปริมาณหนึ่งวางไว้ใต้ลิ้นของผู้ป่วยจากนั้นตรวจดูว่าในกระเป๋าของผู้ป่วยมียาหรือวัตถุให้ความหวานหรือไม่ซึ่งผู้ป่วยอาจเก็บสำรองไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน และถ้ามีให้นำไปใส่ไว้ใต้ลิ้นของผู้ป่วย
l'''

- ทำให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวกมากที่สุด
- ให้ผู้ป่วยนอนตะแคง
- ห้ามให้ดื่มน้ำหรือของเหลวใดๆ  ทั้งสิ้น

 6. เมื่อผู้ป่วยมีอาการต่อไปนี้
ซึ่งเป็นสัญญาณของการหมดสติจากโรคเบาหวาน
- ชีพจรเต้นเร็วหรือช้าผิดปกติ
- หายใจถี่และลึก
- ตัวอุ่น ผิวแห้งและมีสีแดงเรื่อ
- ได้กลิ่นต่างๆคล้ายผลไม้ เช่น น้ำองุ่น หรือ คล้ายน้ำยาล้างเล็บ (อาซิโตน)
- อาเจียน
ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันทีหรือนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล
     7. เมื่อผู้ป่วยถูกแมลงหรือสัตว์กัดต่อย                                                                                                                                                                                                                                                       ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันทีจากนั้นให้ดำเนินการปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยให้ดูว่าผู้บาดเจ็บได้รับการกัดหรือต่อยโดยแมลงหรือสัตว์ชนิดใดตลอดจนดูลักษณะของบาดแผลที่เกิดขึ้น  โดยให้ดำเนินตามวิธีการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บที่ถูกแมลงกัดหรือต่อย

 8. เมื่อเขย่าตัวผู้ป่วยเป็นเวลา 2 นาทีแล้วผู้ป่วยยังไม่รู้สึกตัวหรือไม่มีการตอบรับใดๆ                                                                                                                                                                                                    แต่ยังมีการหายใจอยู่และผู้ป่วยไม่ได้บาดเจ็บรุนแรงให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที  จากนั้นให้ดำเนินการปฐมพยาบาลเบื้องต้น  โดยจัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่หายใจได้สะดวกมากที่สุด  (Recovery Position)
jj55

      9. เมื่อผู้ป่วยหน้ามืด วิงเวียน เป็นลม

              ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที   จากนั้นให้ดำเนินการปฐมพยาบาลเบื้องต้น  โดยให้ดำเนินตามวิธีการปฐมพยาบาลผู้ป่วยหน้ามืดหรือเป็นลม
การปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธีนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยทุกๆครั้งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยที่รุนแรงหรือการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยโดยเฉพาะ”การหมดสติ”นั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากเพราะจะสามารถนำไปสู่การเสียชีวิตได้ดังนั้นผู้ให้การปฐมพยาบาลจึงต้องปฏิบัติกับผู้ป่วยอย่างถูกวิธีและรวดเร็วทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ลักษณะนี้เขึ้น                                         การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บที่ถูกวิธีมีความสำคัญมาก หากผู้ปฐมพยาบาลมีความรู้ความเข้าใจในหลักการเคลื่อนย้ายคนเจ็บที่ถูกวิธี จะช่วยให้คนเจ็บมีชีวิตรอดและลดความพิการที่จะเกิดขึ้นในภายหลังได้ มีหลายกรณีที่ผู้บาดเจ็บต้องกลายเป็นคนพิการเนื่องมาจากการเคลื่อนย้ายที่ไม่ถูกวิธี ดังนั้นวันนี้มาเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้องกันค่ะ    หากบาดเจ็บที่คอหรือกระดูกสันหลัง ห้ามเคลื่อนย้ายคนเจ็บ เพราะอาจกระทบกระเทือนต่อเส้นประสาท จนกลายเป็นอัมพาตได้ ยกเว้นว่าอยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงเกินไป เช่น ไฟไหม้ ใกล้เชื้อเพลิงที่อาจระเบิด บนถนนที่อาจถูกรถทับ หรือตึกที่กำลังจะถล่ม ให้เคลื่อนย้ายคนเจ็บอย่างถูกวิธี และทำด้วยความระมัดระวังที่สุด

              การลากไหล่ เป็นวิธีการเคลื่อนย้ายที่ใช้ได้กับคนเจ็บที่สงสัยว่าอาจจะมีกระดูกสันหลัง หรือกระดูกคอหัก โดยยืนอยู่เหนือศีรษะของ     คนเจ็บ ย่อเข่าลง สอดมือทั้งสองข้างเข้าไปที่ใต้แขนของคนเจ็บแล้วจับให้แน่น ให้ศีรษะและคอของคนเจ็บอยู่ระหว่างแขนทั้งสองข้างของคุณ ค่อยๆ เดินถอยหลังทีละก้าวช้าๆ โดยลากไปตรงๆ ห้ามลากไปทางซ้ายหรือขวา พยายามให้ศีรษะ คอ ลำตัว และขาของคนเจ็บ อยู่ในแนวเส้นตรงระนาบเดียวกัน สังเกตด้วยว่าเสื้อของคนเจ็บไม่รั้งที่คอจนขาดอากาศหายใจการลากขา เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังหรือกระดูกต้นคอ และพื้นที่ราบเรียบไม่ขรุขระ วิธีการ ก็คือ ย่อเข่าลง จับข้อเท้าทั้งสองข้างของผู้บาดเจ็บให้แน่น แล้วค่อยๆ ลากคนเจ็บไปไว้ในที่ปลอดภัยการประคองผู้บาดเจ็บ หากผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บที่แขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่ง แต่ยังมีสติ สามารถเดินได้แต่ต้องการความช่วยเหลือในการทรงตัว คุณสามารถช่วยได้โดยประคองคนเจ็บให้ยืนขึ้น ยกแขนคนเจ็บข้างที่อยู่ชิดตัวคุณมาพาดคอ แล้วจับมือเขาไว้ ประคองเอวของคนเจ็บเอาไว้ให้แน่น

            การอุ้มผู้บาดเจ็บ ใช้กับคนเจ็บที่ไม่สามารถเดินได้หรือหมดสติ ไม่มีบาดแผลรุนแรงหรือกระดูกหัก โดยสอดมือข้างหนึ่งไว้ที่หลัง อีกข้างไว้ที่ข้อพับขา แล้วค่อยๆ ยกคนเจ็บขึ้น อีกวิธีหนึ่งคือการแบก โดยยืนหันหลังอยู่ด้านหน้าของคนเจ็บ ยกแขนของคนเจ็บพาดไว้ที่บ่าของคุณ แล้วค่อยๆ ยกตัวขึ้น หรือก็คือการให้คนเจ็บขี่หลังนั่นเอง

             การอุ้มโอบคอ สำหรับคนเจ็บที่หมดสติ ทำได้โดยผูกมือทั้งสองข้างของคนเจ็บไว้ด้วยกัน คุกเข่าคร่อมตัวคนเจ็บเอาไว้ สอดศีรษะของคุณเข้าไปในวงแขนของคนเจ็บที่ผูกผ้าเอาไว้ ให้มือที่ผูกผ้าอยู่เหนือคอของคุณ แล้วค่อยๆ คลาน ตัวคุณและคนเจ็บจะค่อยๆ เคลื่อนไปด้วยกัน อาจใช้มือประคองศีรษะของคนเจ็บเอาไว้ด้วย

,iiii

       

  วิธีการปฐมพยาบาลอย่างปลอดภัย

๑ การห้ามเลือดจากแผล

       โดยปกติเมื่อคนเรามีบาดแผล หากบาดแผลไม่ใหญ่เลือดมักจะหยุดเอง แต่ถ้าเป็นบาดแผลใหญ่และมีเลือดไหลออกมาไม่หยุดถ้าไม่ทำการห้ามเลือดอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงและอาจเสียชีวิตได้

๑) การห้ามเลือดแผลทั่วไป มีวิธีการดังนี้

๑. ใช้นิ้วกดลงบนบาดแผลตรงที่มีเลือดออก

๒. ยกส่วนที่มีเลือดออกให้สูงกว่าระดับหัวใจ

๓. ถ้าบริเวณที่เลือดออกอยู่ต่ำกว่าข้อพับของข้อศอกหรือข้อเข่า ให้ใช้ผ้าวางที่ข้อพับ และพับข้อศอกหรือข้อเข่านั้นไว้ แล้วใช้ผ้าสะอาดพันรอบๆ ซึ่งวีนี้เรียกว่า “Pad and Bandage”

๔. ใช้น้ำแข็งประคบที่บริเวณแผล ซึ่งความเย็นนี้ทำให้หลอดเลือดตีบ ทำให้เลือดที่ออกมาแข็งตัวได้เร็วขึ้น

๕. การใช้เครื่องรัดรัดเหนือแผล เป็นการห้ามเลือดไม่ให้ไหลไปสู่บริเวณแผลนั้น

๒) การห้ามเลือดตามตำแหน่งต่างๆของร่ายกาย

๑. ศีรษะ ใช้ผ้าสะอาดทับกันหนาๆแทนผ้าพันแผล

๒. ลิ้นหรือริมฝีปาก ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้บีบทั้งสองข้างของแผล

๓. บริเวณที่คอ ใช้นิ้วหัวแม่มือกดบนหลอดโลหิต

๔. ต้นแขน ให้ใช้สายมารัดเหนือแผล

  ข้อควรคำนึง

๑. ผู้ให้ความช่วยเหลือต้องป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อโรคที่สามารถติดต่อได้ทางเลือดของผู้ป่วย

๒. กรณีที่ผู้ช่วยเหลือมีบาดแผล ควรใช้ผ้าปิดบาดแผลของตนก่อน

๓. ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่บาดแผลของผู้ป่วย โดการทำความสะอาดมือหรืออุปกรณ์ต่างๆที่ต้องสัมผัสกับบาดแผลของผู้ป่วย

๔. การห้ามเลือดในกรณีที่เลือดไม่หยุดไหลรีบนำส่งแพทย์ทันที

๒ การปฐมพยาบาลเมื่อได้รับบาดแผล

บาดแผล หมายถึง การชอกช้ำฉีกขาดของผิวหนังและเนื้อเยื่อของร่างกาย เป็นสาเหตุให้เกิดอาการต่างๆแทรกซ้อนได้ เช่น การเกิดหนอง บาดทะยัก และตกเลือด เป็นต้น

         หลักสำคัญของการปฐมพยาบาล มีดังนี้

๑. ถ้ามีเลือดไหล จะต้องห้ามเลือดโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง

๒. ถ้ามีอาการช็อกหรือเป็นลม ควรรักษาการเป็นลมเสียก่อน

๓. เมื่อเลือดหยุด ให้ทำความสะอาดบาดแผล

๔. ขณะทำความสะอาดควรตรวจบาดแผลว่ากว้างลึกแค่ไหน มีอะไรค้างอยู่ไหม

๕. ถ้าบาดแผลเกิดขึ้นบริเวณแขนหรือขา ควรให้บริเวณนั้นได้พัก

๖. รีบนำส่งสถานพยาบาลโดยด่วน

๗. ควรบันทึกเหตุการณ์ และการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้แพทย์ได้ทราบ

     การปฐมพยาบาล

๑) บาดแผลตัด   บาดแผลตัดเกิดจากแผลที่ถูกของมีคมบาด ซึ่งวิธีการมี  ดังนี้

1.ถ้าบาดแผลเลือดออกเล็กน้อยให้ทำการห้ามเลือด โดยการให้ผ้าสะอาดกดลงประมาณ

๑๕-๒๐ นาที

1.ถ้าเลือดหยุดแล้วให้ทำความสะอาดแผล

2.ถ้าแผลกว้างและลึกให้ใช้ผ้าสะอาดกดแผลไว้และรีบนำส่งสถานพยาบาลทันที

๒) บาดแผลช้ำ

      บาดแผลช้ำเกิดจากการถูกชกต่อย กระแทก หกล้ม เป็นต้น มีวิธีการปฐมพยาบาล  ดังนี้    Ø ใน ๒๔ ชั่วโมงแรกให้ประคบด้วยความเย็น เพื่อระงับความเจ็บปวดและการเลือดออก   ๒๔ ชั่วโมงหลังให้ประคบความร้อนได้ เพื่อบรรเทาอาการบวม    บาดแผลถูกแทง   บาดแผลถูกแทงให้รีบนำส่งสถานพยาบาลทันที

การปฐมพยาบาลถูกสัตว์มีพิษกัด

๑) งูกัด

        images (3)

 วิธีการรักษา

1.ดูแผลว่าเป็นงูมีพิษกัดหรือไม่

2.ใช้เชือกหรือสิ่งที่หาได้ในขณะนั้นรัดไว้เหนือแผล (ให้สอดนิ้วก้อยเข้าได้)

3.ให้ล้างน้ำสะอาดหรือน้ำด่างทับทิมแก่ๆบ่อยๆเพื่อชะลอการแพร่กระจายของพิษ

4.ทำให้ผู้ที่ถูกกัดไม่ตกใจเพราะถ้าตกใจจะทำให้การสูบฉีดเลือดเยอะขึ้นทำให้พิษแพร่กระจายได้เร็วขึ้น

5.หากปฐมพยาบาลแล้วไม่ดีขึ้นให้รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

  ข้อ ห้ามสำหรับผู้ที่ถูกงูพิษกัด

๑. ไม่ควรรัดแบบขันชะเนาะ เพราะจะทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณที่ต่ำกว่ารอยรัดไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้บริเวณนั้นเกิดการเน่าขึ้นได้ภายหลัง

๒. ไม่ควรใช้ไฟจี้แผล มีดกรีดแผล หรือดูดแผล

๓. ผู้ที่ถูกงูกัด ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะจะไปออกฤทธิ์กดการหายใจ ไม่ควรให้ยากล่อมประสาท ยาระงับประสาท เพราะจะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการง่วงได้ ซึ่งทำให้สับสนับอาการจากพิษงูบางชนิด

๔. อย่าเสียเวลาลองใช้ยาในบ้าน หรือวิธีรักษาแบบอื่นๆ ควรรีบนำส่งสถานพยาบาลเพื่อให้แพทย์ทำการรักษาจะปลอดภัยมากกว่า

๕. อย่าพยายามใช้เชือกรัดบริเวณข้อกระดูกต่างๆ เช่น ข้อเท้า เข่า ข้อศอก เป็นต้น

๒. ถูกสุนัขบ้ากัด  โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อร้ายแรง พบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว กระรอก วัว ม้า สามารถติดต่อได่โดย น้ำลายของสัตว์มาเข้าบาดแผล ซึ่งจะมีอาการ กระสับกระส่าย ไม่ชอบแสงสว่าง ลม และเสียงดัง ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาได้ แต่สามารถป้องกันได้ดังนี้

1. เมื่อถูกสัตว์กัดให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาด และฟอกสบู่หลายๆครั้ง

2.ทำความสะอาดซ้ำด้วยแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ แล้วใส่ยารักษาแผลสดทั่วไป

3. ควรรีบนำส่งสถานพยาบาลเพื่อรับการฉีดวัคซีน ถ้ารักษาด้วยสมุนไพรนั้น ไม่สามารถรักษาได้

4. ถ้ากักขังสัตว์ไม่ได้ ควรรีบกำจัดสัตว์โดยเร็วแต่อย่าให้ส่วนหัวบุบสลายเพราะจะต้องนำส่งตรวจต่อไป

ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดก็จำเป็นจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า  ควรนำสัตว์เลี้ยงไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ตามคำแนะนำของแพทย์

      images (4)

ข้อสังเกตสำหรับสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า

         จะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น สัตว์ที่ดุร้ายมีอาการเชื่อง สัตว์ที่เชื่องมีอาการดุร้าย ตื่นเต้น กระวนกระวาย

๓ การปฐมพยาบาลเมื่อถูกไฟไหม้น้ำร้อนลวก

     images (5)

      ผิวหนังที่ถูกทำลายด้วยความร้อนจนเกิดเป็นแผลไหม้ จะทำให้เกิดอันตรายจนถึงเสียชีวิต หรือแผลที่โดนน้ำร้อนลวก จะมีวิธีปฐมพยาบาลที่เหมือนกันหากมีการปฐมพยาบาลที่ถูกวิธีจะช่วยลดอาการลงได้

แผลที่ถูกไฟไหม้และน้ำร้อนลวกมีอยู่ 2 ลักษณะ ได้

  1.  แผลแบบตื้นๆ การบาดเจ็บเกิดขึ้นที่บริเวณผิวหนังชั้นนอก โดยผิวหนังจะมีสีเข้ม เกรียม ดำหรือพอง และเจ็บตรงบริเวณแผล
  2.  แผลแบบลึก ผิวหนังทุกชั้นจะถูกทำลาย มีสีแดงเข้มไหม้เกรียมหรือพุพองขึ้นมา แต่ไม่ค่อยรู้สึกเจ็บบริเวณแผลเพราะปลายประสาทถูกทำลาย

           การปฐมพยาบาลมีดังนี้

  1.  สำหรับผู้ป่วยที่มีแผลไฟไหม้หรือถูกน้ำร้อนลวกให้ใช้น้ำเย็นราดอย่างน้อย 10 นาที และ ไม่ควรใช้น้ำมัน ครีม หรือน้ำยาทาผิว ทาบริเวณแผล    ใช้ผ้าสะอาดเช็ด เช่น ผ้าเช็ดหน้าที่สะอาดปิดบริเวณแผล และใช้ผ้านุ่มๆคลุมทับไว้ เพื่อไม่ให้แผลเจ็บมากขึ้น
  2.    ถ้าแผลไหม้หรือถูกลวกนั้นรุนแรงมาก ห้ามให้แผลถูกน้ำ แต่ใช้ผ้าปิดแผลที่ฆ่าเชื้อโรคแล้ว ปิดแผลไว้หลวมๆ และให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ
  3.  ถ้าแผงไหม้หรือลวกนั้นมีบริเวณกว้าง ให้ผู้ป่วยนอนยกขาทั้ง 2 ข้างให้สูงกว่าลำตัว แต่ถ้าแผลไหม้เกิดบริเวณศีรษะ หน้าท้อง หน้าอก ให้ใช้ผ้าห่มหนุนไหลไว้ ห้ามเจาะถุงน้ำที่พองบริเวณแผล เพราะจะทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น

๕ การปฐมพยาบาลเมื่อเลือดกำเดาไหล

เลือดกำเดาไหลเป็นอาการที่พบได้บ่อยในวัยเด็กและวัยกลางคน  ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแน่ชัด อาจเกิดจากการเป็นหวัด จามแรงเกินไป หรือ แคะจมูก หรืออาจพบในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง แต่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ

          การปฐมพยาบาล ควรกระทำดังนี้

1.ให้ผู้ป่วยนั่งตัวตรงบนเก้าอี้และก้มศีรษะไปข้างหน้าเล็กน้อย

2. บีบจมูกให้แน่นประมาณ ๑๐ นาที ระหว่างนี้กลืนเลือดที่ออกจากทางด้านหลังจมูก และหายใจทางปาก พอครบ ๑๐ นาที ให้ปล่อยมือที่บีบีจมูก แล้วนั่งนิ่งๆถ้าเลือดยังออกอีกให้บีบีต่ออีก ๑๐ นาที

3. วางน้ำแข็ง หรือผ้าเย็นๆ บนสันจมูก หรือหน้าผาก

4.เมื่อเลือดหยุด ให้นั่งนิ่งๆ หรือนอนลงสักพัก ระหว่างนี้ห้ามสั่งน้ำมูกอย่างน้อย ๓ ชั่วโมง และไม่ควรแคะจมูกหรือใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าไป

5. ถ้าเลือดออกมาจนซีด และปวดศีรษะ หรือไม่สามารถห้ามเลือดด้วยวิธีธรรมดา (โดยเฉพาะผู้สูงอายุ) หรือถ้าเป็นบ่อยๆ ควรไปพบแพทย์

 

๖ การปฐมพยาบาลคนเป็นลม

    การเป็นเป็นลม เป็นอาการที่เกิดขึ้นเนืองจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอชั่วคราวทำให้ผู้ป่วยหมดสติไปชั่วครู่ ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ดังนี้

     ลมแดด หรือหมดสติจากความร้อน เกิดจากการเสียเหงื่อมากเมื่อวิ่งเล่นกีฬานานๆ หรือทำงานในที่ที่ร้อนจัด โดยไม่ได้รับการชดเชยน้ำหรือเกลือแร่ที่สูญเสียไปอย่างเพียงพอ เมื่อขาดน้ำมาก ๆ ร่างกายก็ไม่สามารถระบายความร้อนออกทางเหงื่อได้ จึงทำให้อุณหภูมิในร่างกายร้อนจัดและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้ป่วยจะมีอาการกระหายน้ำมากปวดศีรษะ มึนงง วิงเวียน คลื่นไส้ หายใจเร็วตัวจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ อาเจียน และหมดสติได้ในเวลาต่อมา ซึ่งหากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลและรักษาอย่างทันท่วงทีอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

           วิธีปฐมพยาบาลคนเป็นลม

การปฐมพยาบาล ควรกระทำ  ดังนี้

1. นำผู้ป่วยเข้าไปในที่เย็นให้เร็วที่สุด โดยจัดที่นอนราบแล้วยกเท้าให้สูง ทั้งสองข้างเพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปที่สมอง

2. ถอดเสื้อของผู้ป่วยออคลุมตัวผู้ป่วยด้วยผ้าเย็นและเปียก คอยพรมน้ำเปียกตลอดเวลาหรือใช่ผ้าเย็นเช็ดตัวให้ทั่ว เพื่อให้อุณหภูมิของร่างกายผู้ป่วยลดลงสู้ระดับปกติ

3.เมื่ออุณหภูมิของร่างกายผู้ป่วยลดลงระดับปกติแล้ว ให้เปลี่ยนผ้าคลุมที่เปียกออกเป็นผ้าแห้ง แล้วสังเกตอาการผู้ป่วยต่อไปอย่างใกล้ชิด

4.เมื่อปฐมพยาบาลแล้ว ถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้รีบนำส่งโรงพยาบาล

5.การหมดแรงเพราะร้อนหรือเพลียแดด เกิดจากการเสียเหงื่อมากเกินไป พบได้บ่อยในผู้ที่ไม่ค่อยสบาย เช่น ท้องเสียลาเจียน หรือออกกำลังกายในสิ่งแวดล้อมที่ร้อนชื้น โดยจะมีอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มึนงง สับสน กระสับกระส่าย คลื่นไส้ เหงื่อออก ผิวหนังซีด เป็นตะคริวบริเวณแขน ขาหรือหรือหน้าท้อง ชีพจรและการหายใจเบาและเร็ว

    ข้อสังเกตลักษณะผู้ป่วย

       ลมแดด จะไม่มีเหงื่อออก อุณหภูมิในร่างกายจะร้อนจัด และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องใช้ความเย็นช่วยประคบ ส่วนการหมดแรงเพราะร้อนหรืเพลียแดด จะมีเหงื่อออก และเป็นตะคริวตามแขน ขา หรือหน้าท้อง

 

๗ การปฐมพยาบาลเมื่อกระดูกหัก

       กระดูกหัก หมายถึง กระดูกร้าว แตก หรือหัก ซึ่งสาเหตุเกิดจากการถูกแรงกระทบโดยตรงหรือทางอ้อม โดยพบได้ ๒ ลักษณะ คือ กระดูกหักแผลปิด กระดูกหักแผลเปิด ซึ่งสามารถสังเกตอาการได้ ดังนี้

1. ส่วนมากผู้ป่วยจะได้ยินเสียงหรือได้ยินเสียงปลายกระดูกหักครูดกัน   ซึ่งบางครั้งจะดังออกมาจนได้ยิน

2. ผู้ปวดจะรู้สึกปวดบริเวณที่กระดูกหักเมื่อสัมผัส มีอาการบวม ช้ำ และไม่สามารถใช่อวัยวะส่วนนั้นได้   รูปร่างของกระดูกจะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะอยู่ในท่าที่ผิดปกติไปจากเดิมหรือผิดรูปเมื่อเทียบกับข้างที่ไม่หัก การปฐมพยาบาลผู้ป่วยกระดูกหัก จะแตกต่างกันไปตามแต่ละกรณีและต้องกระทำอย่างระมัดระวัง มิฉะนั้นอาจทำให้เจ็บปวดหรือเกิดอาการช็อกได้ง่ายๆ ซึ่งอาจเป็ดอันตรายต่อชีวิต หรือเกิดความพิการได้

jkuui

ตัวอย่างการปฐมพยาบาลผู้ป่วยกระดูกหักที่ขา

1. ขยับเขยื้อนบริเวณที่บาดเจ็บให้น้อยที่สุด จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่สบายค่อยๆ เอาเสื้อผ้าออกจากบริเวณที่เป็นแผลถ้ามีบาดแผลเลือดออก ควรใช้ผ้ากดแล้วห้ามเลือดก่อน เพื่อให้หยุดไหลและสะดวกต่อการปฐมพยาบาลในขั้นต่อไป

2. ให้จับขาข้างที่หักนิ่งไว้ แล้วจับขาข้างที่ดีมาวางชิดขาข้างที่หัก ผูกยึดชั่วคราวเพื่อสะดวกในการพลิกตัวเพื่อวางเฝือก โดยให้ผูกเปราะที่ ๑ ตรงตำแหน่งข้อเท้าเปราะที่ ๒ ทั่วเข่า และเปราะที่ ๓ ที่สะโพก

3. เตรียมเฝือกที่มีความกว้างยาวเหมาะสมกับขา ถ้าเฝือกเป็นไม้ควรใช้ผ้ารองที่เฝือกก่อน และพลิกตะแคงข้างที่บาดเจ็บขึ้น เพื่อสอดเฝือกให้รองรับขาตั้งแต่ส้นเท้าจนถึงสะโพก

4. แกะผ้าที่ผูกยึดขาทั้ง ๒ ข้างออกยกขาข้างที่หักพร้อมเฝือกขึ้นวางบนเข่าผูกยึดเฝือกติดกับขา ให้ปมผูกอยู่นอกลำตัวโดยผูกที่ข้อเท้า ชิดหัวเข่า และข้อสะโพก

5. วางขาที่มัดติดกับเฝือกลงกับพื้น สอดผ้าระหว่างทั้งสองข้าง รวบขาทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งยกขึ้นตั้งบนเข่าแล้วผูกยึดขาทั้ง ๒ ข้างให้ติดกันที่ข้อเท้าเหนือเข่าเหนือเปราะเดิม สะโพกเหนือเปราะเดิม และปลายเฝือกบริเวณเชิงกราน

6. กรณีกระดูกหักที่แขน เมื่อปฐมพยาบาลแล้วอาจจะใช่ผ้าสามเหลี่ยมเป็นที่คล้องแขนเพื่อปกป้องแผลอีกชั้นหนึ่งและช่วยพยุงไม่ให้ส่วนทีทมีบาลแผลเคลื่อนไหว ถ้าไม่มีผ้าสามเหลี่ยมหรือผ้าพันคอแบบสี่เหลี่ยมจตุรัส ก็อาจจะใช่เข็มขัดเนคไท ผ้าพันแผลแบบม้วนแทนก็ได้ หรือถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ให้เอามือข้างที่หักสอดไปในเสื้อ โดยเปิดช่องตรงหน้าอกที่ติดกระดุม แล้วผูกติดกับลำตัวเพื่อลดการเคลื่อนไหว

   3. การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย

1) การเคลื่อนย้ายโดยผู้ช่วยเหลือคนเดียว

        ใช้ในกรณีที่เราพบผู้ป่วยคนเดียว และไม่สามารถที่จะหาผู้อื่นมาช่วยได้ เหมาะสำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังสถานที่ที่อยู่ไม่ไกล ซึ่งมีด้วยกันหลายวิธี ดังนี้

   1. วิธีพยุงเดิน   ใช้กับผู้ป่วยที่รู้สึกตัว ซึ่งมีวิธีปฏิบัติ ดังนี้

       ให้ผู้ช่วยเหลือยืนเคียงข้าง ผู้ป่วย หันหน้าไปในทิศทางเดียวกัน จับแขนข้างหนึ่งของผู้ป่วยพาดไว้ที่คอ มือผู้ช่วยเหลือข้างหนึ่งอ้อมไปด้านหลัง รัดบั้นเอวของผู้ป่วยไว้ และพาเดินไปทิศทางเดียวกัน

    2. วิธีอุ้มกอดด้านหน้า

       วิธีนี้เหมาะสำหรับกรณีผู้ป่วยมีรูปร่างเล็กกว่าผู้ช่วยเหลือ และผู้ช่วยเหลือ และผู้ป่วยเดินไม่ได้ แต่ยังสามารถใช้ขาข้างใดข้างหนึ่งได้ มีวิธีปฏิบัติ คือ ผู้ช่วยเหลือคุกเข่าลงข้างหนึ่งใช้มือทั้งสองช้อนตัวผู้ป่วยขึ้นโดยใช้กำลังขาถ้าผู้ป่วยขึ้นโดยใช้กำลังขา ถ้าผู้ป่วยยังมีสติ ให้ใช้แขนด้านในคล้องคอผู้ช่วยเหลือไว้

    3. วิธีอุ้มทาบและกอดหลัง

      หรือจะเรียกว่ากอดคอขี่หลังก็ได้ใช้ในกรณีที่คนเจ็บเดินไม่ได้ ข้อเท้าแพลงหรือข้อเท้าเคล็ด ซึ่งเป็นวิธีที่มักพบเห็นได้บ่อยๆมีวิธีปฏิบัติคือ   ให้ผู้ป่วยยืนทาบด้านหลังและกอดคอของผู้ช่วยเหลือโดยผู้ช่วยเหลือย่อเข่าลงพร้อมสอดมือใต้เข่าของผู้ป่วยทั้งสองข้าง จากนั้นยึดฝ่ามือทั้งสองข้างของผู้ป่วยไว้

  4. วิธีอุ้มแบก

สำหรับผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวหรือรู้สึกตัวก็ได้แต่ไม่ใช้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่กระดูกสันหลังหักสามารถ ปฏิบัติได้ ดังนี้

1.ก่อนเคลื่อนย้ายผู้ช่วยเหลือต้องตรวจดูล่างกายผู้ป่วยและจัดให้อยู่ในท่านอนคว่ำ

2.ผู้ช่วยเหลือยืนคร่อมลำตัวผู้ป่วย เอามือดึงไหล่ผู้ป่วยขึ้นมา

3.สอดแขนและมือใต้รักแร้ของผู้ป่วย แล้วประสานขึ้นมา

4.ดึงตัวผู้ป่วยจากท่าคุกเข่าให้ยืนขึ้น มือข้างหนึ่งจับข้อมือผู้ป่วยไว้ อีกข้างโอบที่เอว

5.ย่อตัวลงเพื่อให้ผู้ป่วยพาดอยู่ที่บ่าโดยใช้มือที่โอบเอวรวบเข่าทั้งสองข้างของผู้ป่วยไว้

6.ผู้ช่วยเหลือยืนขึ้นใช้มือข้างหนึ่งจับขาบริเวณข้อพับมืออีกข้างยึดมือผู้ป่วยไว้

7.ใช้มือข้างที่จับขาผู้ป่วยจับยืดข้อมือของผู้ป่วยไว้แล้วจึงพาเคลื่อนย้าย

7

2 การเคลื่อนย้ายโดยใช้ผู้ช่วยเหลือสองคน

       ในกรณีที่ผู้ป่วยตัวใหญ่หรือมีน้ำหนักมาก จำเป็นต้องใช้ผู้ช่วยเหลือมากกว่าสองคนเคลื่อนย้ายซึ่งวิธีนี้จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยมากกว่า

  1. วิธีอุ้มเคียง   ผู้ช่วยเหลือจะต้องยืนด้านเดียวกัน โดยให้คนใดคนหนึ่งอุ้มบริเวณศีรษะและไหล่ ส่วนอีกคนอุ้มสะโพกและขา แล้วเดินออกพร้อม ๆ กัน

  2. วิธีพยุง   วิธีนี้จะต้องให้แขนทั้งสองข้างของ ผู้ป่วยพาดที่ไหล่ของผู้ช่วยทั้งสอง แล้วจับมือผู้ป่วยไว้ส่วนมืออีกข้างหนึ่งให้พยุงผู้ป่วยไว้ 

,iiii

  3. วิธีอุ้มแบกนั่งสองมือ ผู้ช่วยเหลือทั้งสองคุกเข่าหันหน้าเข้าหากัน โดยให้ผู้ป่วยอยู่ตรงกลางผู้ช่วยเหลือใช้มือประสานกัน แล้วยกผู้ป่วยยืนขึ้นพร้อมๆกัน แล้วจึงพาเคลื่อนย้ายไปยังจุดหมาย

kui

  4. วิธีอุ้มคู่แบบใช้สองคนหาม  วิธีนี้จะในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการบาดเจ็บไม่รุนแรง และผู้ป่วยสามารถใช้ตนเองได้ โดยให้ผู้ช่วยเหลือทั้งสองลุกขึ้นพร้อมๆกัน วิธีนี้ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่สงสัยว่ากระดูกสันหลังหัก

  5. วิธีอุ้มประสานแคร่ จะใช้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ยังมีสติดี ให้ผู้ช่วยเหลือสองคน ใช้มือสอดประสานกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมคุกเข่าลง และให้ผู้ป่วยนั่งบนมือของผู้ช่วยเหลือ โดยผู้ป่วยใช้มือทั้งสองข้างกอดคอผู้ช่วยเหลือไว้จากนั้นผู้ช่วยเหลือทั้งสองลุกขึ้นพร้อมกัน และพาเคลื่อนย้าย

        3. การเคลื่อนย้ายโดยใช้ผู้ช่วยสามคน

      การเคลื่อนย้ายในลักษณะนี้ใช้ในกรณีที่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในท่านอน และผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ระยะทางที่ต้องเคลื่อนย้ายจะต้องไม่ไกลมาก ซึ่งมีวิธีปฏิบัติดังนี้

1. ผู้ช่วยเหลือ ยืนเรียงกันหันหน้าเข้าหาข้างตัวของผู้ป่วย จากนั้นคุกเข่าข้างใดข้างหนึ่งลง ควรเป็นเข้าข้างเดียวกัน โดยผู้ช่วยเหลือคนแรกใช้แขนข้างหนึ่งสอดใต้ศีรษะตรงบริเวณคอและไหล่ของผู้ป่วย มืออีกข้างเข้าสอดที่หลัง ส่วนคนที่สอดแขนข้างหนึ่งที่บริเวณเอวและสะโพก อีกข้างสอดเข้าที่ขาท่อนบน และคนที่สามสอดแขนข้างหนึ่งเข้าที่ใต้เข่า อีกข้างสอดที่ข้อเท้า

2. ให้สัญญาณยกผู้ป่วยขึ้นพร้อมๆกัน โดยยังอยู่ในท่าคุกเข่า

3. ให้สัญญาณยกผู้ป่วยขึ้นพร้อมๆกัน แล้วทำการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังจุดหมาย

4 การเคลื่อนย้ายโดยใช้เปลหาม   การเคลื่อนย้ายโดยใช้เปลหาม คือการขนย้ายในลักษณะให้ผู้ป่วยนอนราบ ซึ่งใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการช็อคหมดสติบาดเจ็บรุนแรงกระดูกขาหักหรืออื่นๆโดยจะต้องใช้ผู้ช่วยเหลือจะต้องหาวัสดุอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวมาใช้ดัดแปลงให้สามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้

5. การเคลื่อนย้ายโดยใช้เก้าอี้ การเคลื่อนย้ายโดยใช้เก้าอี้ วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่รู้สึกดี ซึ่งมีอยู่ด้วยกันสองวิธี คือ

1.ให้ผู้ช่วยเหลืออยู่ด้านข้างของผู้ป่วย

2.ให้ผู้ช่วยเหลืออยู่ด้านหน้าและด้านหลัง

โดยทั้ง 2 วิธีนี้ ควรยกให้ด้านหลังเอียงประมาณ 30 องศา และผู้ช่วยเหลือจะต้องเดินไปพร้อม ๆ กัน

                      images

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s